วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับรถ

ขนาดยางที่เหมาะสมกับรถของคุณ
หากคุณคือผู้หนึ่ง ที่กำลังคิดจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ให้กับรถยนต์คันโปรด ซึ่งรับใช้คุณมานานจนกระทั่ง ดอกยางสึกหรอใกล้หมดแล้ว การเลือกขนาดยางชุดใหม่นั้น ก็ควรเลือกใช้ขนาดเดิมที่ติดรถออกมาจากโรงงานประกอบร ถยนต์ เพราะได้ผ่านการทดสอบในทุกสภาวะการใช้งานมาแล้วจากโร งงานประกอบว่า ปลอดภัย คุ้มค่า และให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง นั่นก็คือ ความสามารถในการรับน้ำหนักของยาง ละขีดจำกัดความเร็วสูงสุดของยางเส้นนั้น ซึ่งจะถูกกำหนดมากับยางรถยนต์ทุกเส้น เพื่อเป็นข้อกำหนดควบคุมการใช้งาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งหาก ต้องการทราบถึงข้อมูลเพิ่มเติม
ก็สามารถติดต่อ สอบถามได้จากบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ ที่คุณใช้งานอยู่

เปลี่ยนยางเส้นเดียวควรไว้ที่ตำแหน่งใด
ตามมาตรฐานแล้ว ยางที่อยู่บนเพลาเดียวกัน ควรจะมีขนาดดอกยาง และอัตราการสึกหรอเท่ากัน เพื่อที่เวลาเบรกกระทันหันแล้วจะไม่เกิดอาการรถปัด หรือเสียการทรงตัว ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ หากยางในตำแหน่งล้อหน้า และล้อหลังแตกต่างกันแล้ว ให้เอายางที่มีความสามารถในการยึดเกาะถนน น้อยกว่าไว้ในตำแหน่งล้อหน้า โดยพิจารณาจากขนาดดอกยาง และอัตราการสึกหรอ ดังนั้น การเปลี่ยนยางใหม่ครั้งละ 2 เส้น จึงควรนำยางใหม่ไว้ในตำแหน่งล้อหน้าเสมอ เพื่อให้การควบคุมพวงมาลัยทำได้อย่างแม่นยำ

แต่ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนยางเพียงเส้นเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนยางเพียงเส้นเดียวนั้นไม่สามารถ จับคู่เข้ากับยางเดิม ในตำแหน่งล้อหน้าหรือล้อหลังได้เลย ก็ควรนำไปเป็นยางอะไหล่ แล้วรอจนกว่าจะซื้อยางเส้นใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 เส้น ที่มีขนาดและดอกยางเดียวกันกับยางอะไหล่เดิม จึงจะสามารถจับคู่กันได้

ข้อควรรู้ในการเปลี่ยนยางใหม่
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่สำหรับรถค ุณ สิ่งที่คุณควรรู้และตรวจสอบทุกครั้งก็คือ

1.ควรเลือกใช้ยางที่มีขนาด ชนิดโครงสร้างของยาง ลักษณะดอกยาง และความลึกร่องดอกยางที่
เหมาะสมกับประเภทการใช้งาน

2.ควรเลือกใช้ยางยี่ห้อและรุ่นเดียวกันทั้งชุด หากจำเป็นหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรใส่ยางยี่ห้อและ
รุ่นเดียวกันในเพลาหรือล้อคู่เดียวกัน

3.ควรเปลี่ยนยางทั้งชุดในคราวเดียวกัน เพื่อให้ประสิทธิภาพการใช้งานของยางทุกเส้นใกล้เคียง กัน
หรือเปลี่ยนครั้งละ 2 เส้นในเพลาเดียวกัน

4.หากจำเป็นต้องเปลี่ยนคราวละ 2 เส้น ยางเส้นใหม่ควรติดตั้งที่ตำแหน่งล้อขับเคลื่อน

5.กรณีที่เลือกใช้ยางแบบทิศทางเดียว (uni-direction) ต้องตรวจดูทิศทางการหมุนของยางว่าถูกต้อง
ไปตามทิศทางที่กำหนดหรือไม่ โดยสังเกตจากเครื่องหมายลูกศรที่ระบุไว้บนแก้มยาง เพราะการใส่ยาง
กลับทิศทาง จะทำให้ประสิทธิภาพของยางในการรีดน้ำลดลง


ในการเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่นั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน ยังมีข้อแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมอีก ดังนี้

1. ควรเลือกขนาดความกว้างของกระทะล้อ ที่เหมาะสมกับยางขนาดนั้นๆ (ประมาณ 70-75%
ของความกว้างยาง)
2. ต้องทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่เปลี่ยนยาง เพื่อให้การหมุนของยางเกิดความสมดุล และไม่เกิดอาการ
สั่นที่พวงมาลัยและตัวรถเมื่อขับขี่ใช้งานจริง
3. เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนทั้ง 4 เส้น หรือ 2 เส้นด้านหน้า ควรต้องทำการตรวจเช็ค
ศูนย์ล้อเสมอ เพื่อป้องกันการสึกหรอผิดปกติเกิดขึ้น

แค่นี้ ก็ช่วยให้คุณเกิดความมั่นใจมากขึ้น จากการเปลี่ยนยางเส้นใหม่สำหรับรถของคุณ และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน


การปรับตัวของยางใหม่
ยางรถยนต์เส้นใหม่ก็เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ใหม่ เมื่อเริ่มนำไปใช้งานจริงก็ต้องมีการปรับสภาพตัวเองไ ปกับการใช้งาน หรือที่เรียกกันว่า ระยะรันอิน (run in) ดังนั้น
ในระยะ 100-200 กิโลเมตรแรกของการใช้งาน จึงไม่ควรใช้ความเร็วสูงเกินไป ควรขับขี่อยู่ที่ความเร็วไม่เกิน 80-100 กม./ชม. เพื่อให้โครงยาง แก้มยาง
และหน้ายางปรับสภาพไปกับการใช้งานบนพื้นผิวถนน เนื่องจากมุมล้อของรถแต่ละคันนั้น ไม่ว่าจะเป็น มุมโท (toe) มุมแคมเบอร์ (camber) หรือ มุมคาสเตอร์ (caster)
ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ยังเป็น การถนอมช่วงล่างของรถอีกด้วย

นอกจากนี้ สำหรับยางใหม่ที่ได้รับการเติมลมยางครั้งแรกแล้ว ควรเพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คความดันลมยางด้วย เพราะโครงยางจะมีการยืดขยายออกอีกเล็กน้อย สืบเนื่องจากการปรับสภาพในการใช้งานจริง ซึ่งอาจเป็นผลให้ความดันลมยางลดต่ำลงเล็กน้อย ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คความดันลมยางทุกๆ สัปดาห์ หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง

เลือกยางอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน
โดยปกติแล้ว บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ได้ออกแบบยางเพื่อให้ผู้ขับขี ่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีดอกยางในลักษณะต่างๆ กัน เช่น

ดอกบล็อก
จะมีลวดลายของดอกยาง แยกเป็นอิสระต่อกัน เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ง่าย และช่วยในการทรงตัวของรถ อีกทั้งดอกยางยังสามารถระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย ดอกยางที่มีลักษณะเป็นบล็อกเล็กๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบและนุ่มนวลในการขั บขี่ แต่หากต้องการ
เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ก็ต้องเลือกดอกยางที่เป็นบล็อกใหญ่ขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะดอกยาง ที่เป็นดอกบล็อกเช่นกัน ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเรียกว่า...

ยูนิ-ไดเร็กชั่น

ซึ่งลายดอกยางนั้น จะเป็นร่องยางขนานกันไปทั้งซ้ายและขวาในทิศทางเดียวก ัน โดยจะมีลูกศรที่แก้มยางกำหนดทิศทางการหมุนของยาง เพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำ ทำให้รถทรงตัวได้ดีในสภาพน้ำขัง ยางชนิดนี้เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยความเร็วสู งโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม หากใส่ยางกลับทิศ
จากที่กำหนด ประสิทธิภาพการรีดน้ำของยางก็จะลดลง

สำหรับผู้ที่นิยมรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มีอีกทางเลือกหนึ่งในการเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้ งาน ซึ่งเป็นยางที่มีลักษณะเป็นดอกยางที่ถูกออกแบบมาให้ส ามารถใช้งานได้ เหมาะสมกับทุกสภาพถนนในทุกฤดูกาล นั่นก็คือ

ดอก ออล เทอร์เรน

ซึ่งเป็นลักษณะดอกบล็อกอีกแบบหนึ่ง แต่หากเป็นผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในลักษณะ off-road ลุยเข้าไปในป่าแต่เพียงอย่างเดียว การเลือกใช้ยางที่เป็นแบบ mud terrain อาจมีความเหมาะสมมากกว่า

ข้อดีข้อเสียของการเปลี่ยนขนาดขอบกระทะล้อและยาง
การเปลี่ยนขนาดของขอบกระทะล้อและยางนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนให้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ ้น หรือน้อยลงก็ตาม มีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

การเปลี่ยนกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ ขึ้น แต่ใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางต่ำลง หรือ มีซีรี่ส์ต่ำลง มีข้อดีก็คือ ช่วยเพิ่มการทรงตัวและยึดเกาะถนน ขณะที่ใช้ความเร็วบนทางตรงและทางโค้งได้ดียิ่งขึ้น การเบรกก็ทำได้ดีกว่าเดิม แต่ข้อเสียก็คือ การต้องใช้แก้มยางที่ต่ำลง ทำให้ช่วงล่างสึกหรอเร็ว และความนุ่มนวล ในการขับขี่ลดลง

ส่วนการเปลี่ยนขนาดกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลา งที่ใหญ่ขึ้น และใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางเท่าเดิมหรือเพิ ่มขึ้น ข้อดีคือ มีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้น แต่อัตราเร่งอาจลดต่ำลงกว่าเดิม การทรงตัวในขณะขับขี่ ด้วยความเร็วสูงก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

10 สัญญาณเตือนภัยของรถคุณ

คนใช้รถทุกวันนี้ บางคนอาจจะแค่ขับไปทำงานแล้วกลับบ้าน บางคนก็ขับไปไกลๆถึงต่างจังหวัด มีหลายคนที่ขับอย่างเดียว โดยที่ไม่สนใจหรือเอาใจใส่รถของตัวเองว่ามีสิ่งผิดปก ติอะไรบ้าง ทั้งที่รถทุกคันควรได้รับการดูแลและตรวจเช็คก่อนออกเ ดินทางทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิต "ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง" จึงแนะนำวิธีตรวจเช็ครถของคุณเบื้องต้น กับ 10 สัญญาณเตือนที่จะบ่งบอกได้ว่ารถของคุณนั้นอาการน่าเป ็นห่วง

1. สัญญาณเตือน

เราสามารถรับสัญญาณบอกอาการผิดปกติของรถได้ โดยใช้ประสาททั้ง 5 คือ การเห็น การฟังเสียง การได้กลิ่น การจับต้องชิ้นส่วนนั้น ๆ และการลองขับดู ถ้าสังเกตพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้ ให้รีบทำการตรวจเช็คและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ มากขึ้นกว่าเดิม

2. เครื่องยนต์
เครื่องยนต์คือหัวใจของรถ ถ้าเครื่องยนต์มีอาการดังนี้
- เครื่องร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูงเสียแล้ว
- เครื่องเย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก
- มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์
ควรนำเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

3. ยาง
การสึกหรอของดอกยางแบบต่าง ๆ บอกเราได้ว่ายางผิดปกติไปอย่างไร
- ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป
- ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป
- ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง
- ดอกยางเป็นบั้ง ๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ
นำรถเข้าอู่เพื่อตั้งศูนย์ล้อ หรือปรับแรงดันลมยางใหม่

4. คลัตซ์

คลัตซ์ที่มีปัญหา จะทำให้ควบคุมเกียร์ไม่ได้ อย่าละเลยอาการเหล่านี้
- คลัตซ์ลื่น หรือเข้าคลัตซ์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตซ์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก
- คลัตซ์มีเสียงดัง เมื่อเหยียบแป้นคลัตซ์
- แป้นคลัตซ์สั่นขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะกำลังขับ
ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมช่วงล่าง หรือศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

5. เกียร์

เกียร์จะทำหน้าที่เปลี่ยนแรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหม าะสมกับความเร็ว สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหาคือ
- มีเสียงดังทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่
- เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน
- มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ ทั้ง ๆที่เหยียบคลัตซ์แล้ว
- ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา
ควรนำรถเข้าอู่ตรวจสอบห้องเกียร์

6.พวงมาลัย

พวงมาลัยที่มีปัญหาเหล่านี้ จะทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ยางเฟืองท้าย ชำรุดตามไปด้วย
- พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว
- พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว
- พวงมาลัยสั่นในขณะขับ
ควรนำเข้าศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

7. เบรก

ถ้าพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที เพราะเบรกชำรุด นำมาซึ่งอุบัติภัยได้ง่ายที่สุด
- เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ แม้จะไม่ได้ลุยน้ำ
- เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง
- แป้นเบรกยังจมลึกลงไปทั้ง ๆ ที่ถอนเท้าออกมาแล้ว
ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมเบรกทันที

8. ไฟชาร์จ

ไฟชาร์จ ควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่เราสตาร์ทเคร ื่อง และเมื่อสตาร์ทติดแล้ว ครู่หนึ่งก็จะดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ที่แน่ ๆ คือไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ รีบนำรถเข้าอู่ไดชาร์จหรือระบบไฟ

9. หลอดไฟ

หลอดไฟขาดบ่อย ๆ หรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยเกินไป แสดงว่าอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า “เรกูเลเตอร์” ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟให้เหมาะสมชำรุด ควรนำรถเข้าอู่ระบบไฟ เพื่อซ่อมเรกูเลเตอร์ หรือหากชำรุดก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่

10. น้ำมันหล่อลื่น

ถ้าสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขั บขี่รถยนต์ หมายถึงว่าเครื่องยนต์กำลังทำงานโดยปราศจากน้ำมันหล่ อลื่น รีบนำรถไปยังอู่ที่ใกล้ที่สุดทันที

ถ้าอู่อยู่ไกล ให้เติมน้ำมันเครื่องใส่ลงในถังน้ำมันหล่อลื่นไปก่อน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าเป็นสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นแห้ง ควรใช้รถลากไปอู่ซ่อม

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

ไฟซีนอน

ไฟซีนอน
เปรียบเทียบการทำงานแบบง่ายๆ ของหลอดฮาโลเจน ก็คือ หลอดไฟแบบมีไส้ จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไป ทำให้ไส้ร้อนเปล่งแสงผ่านก๊าซที่ชื่อ ฮาโลเจนที่บรรจอยูในหลอดรอบตัวไส้ ถ้าหลอดแตกจนก๊าซรั่วหรือไส้ขาดก็เสีย รับไฟ 12 โวลต์ตรงๆ จากระบบปกติของรถ การเปิดให้สว่างก็แค่จ่ายกระแสไฟเข้าไฟแสงจะสว่างขึ้ นอย่างฉับไว แบบเดียวกับที่กะพริบไฟสูงหากยังงงให้นึกถึงหลอดไฟที ่ใช้ในบ้าน เป็นหลอดกลมๆ ทรงคล้ายน้ำเต้า มีไส้ต่อไฟโดยตรงนั่นเอง แสงของไฟมักจะสว่างแบบอมเหลืองดูโปร่งๆ

ส่วนหลอดไฟซีนอน ภายในบรรจุก๊าซชื่อ ซีนอน ไม่มีไส้โดยตรงแบบฮาโลเจน ทำงานคล้ายกับหลอดไฟนีออนที่ใช้ในบ้าน ต้องมีตัวแปลงและควบคุมกระแสไฟ เรียกว่า บัลลาร์ด เป็นกล่องคั่นระหว่างสายไฟปกติ ก่อนต่อเข้าตัวหลอด แสงจะออกมานวลๆ

การเปิดให้หลอดซีนอนสว่าง ตัวบัลลาร์ดจะสร้างกระแสไฟฟ้าระดับ 20,000 กว่าโวลต์ ส่งเข้าไปยังตัวหลอดเพื่อจุดในครั้งแรก และในอีกประมาณ 1-2 วินาที ก็จะลดกระแสไฟฟ้าลงเหลือ 12 โวล์ต (หรือไม่กี่สิบโวลต์) ต่อเนื่องไป

สรุปง่ายๆ ว่า ระบบไฟซีนอน มีกระแสไฟเป็นหมื่นโวลต์ถูกสร้างขึ้นด้วยกล่องบัลลาร ์ดในช่วงสั้นๆ เพื่อจุดหลอดให้สว่างเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะลดไฟลงมาเหลือไม่กี่สิบโวล์ตคงความสว่ างไว้ตัวหลอดซีนอน จะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 วินาที กว่าจะสว่างเต็มที่หลังจากจุดครั้งแรก จึงทำให้ถูกใช้แต่หลอดไฟต่ำ แต่ไม่ใช้กับไฟสูง เพราะสว่างไม่ทัน ถ้ามีการกะพริบไฟหรือเปิดไฟสูงในทันที ไฟซีนอนที่มีทั้งไฟต่ำและสูง จึงไม่ใช่เป็นการแยก 2 หลอดจุดหลอดใหม่ แต่ใช้หลอดเดียวต่อข้าง สว่างตลอด และใช้การเลื่อนตัวหลอดหรือตัวบัง ให้เปลี่ยนเป็นไฟต่ำหรือสูงได้ในหลอดที่สว่างตลอดอยู ่หลอดเดียว

สรุปง่ายๆ ก็คือ ฮาโลเจน คล้ายกับหลอดไฟกลมที่ใช้ในบ้าน ต่อไฟเข้าไปโดยตรงเลย ส่วนซีนอนคล้ายกับหลอดนีออนที่บ้าน ไม่มีไส้ และต้องมีตัวแปลงไฟหรือบัลลาร์ด ส่วนการทำงานจริงเป็นอย่างไร หรือติดตั้งเพิ่มได้ไหม จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว

การแอบอ้างว่าเป็นซีนอน


ด้วยความโดดเด่นของไฟซีนอนว่า สว่างมีแสงขาวดีและมีราคาแพง จึงเป็นเหตุให้มีการใช้ชื่อซีนอน ไปเรียกหลอดฮาโลเจนแบบพิเศษหรือหลอดของแต่ง ที่มีความสว่างสูงกว่าปกติ หรือย้อมสีตัวเปลือกหลอดให้มีแสงไม่อมเหลือง เป็นแสงเกือบขาวหรืออมฟ้า แต่ยังไงก็ไม่เหมือนซีนอนแท้ๆ โดยเป็นหลอดฮาโลเจน แต่พยามเรียกว่าเป็นซีนอน นับว่าเมื่อไรเป็นหลอดฮาโลเจนของแต่งที่มีแสงสีขาว หรืออมฟ้าอมม่วง บางทีก็ถูกโมเมเรียกว่าซีนอนเลย ทั้งที่คนที่เรียกยังไม่เข้าใจระบบซีนอนจริงๆ ก็เป็นได้ ถ้าเป็นของราคาถูกยี่ห้อทั่วไปหรือของไต้หวันก็อาจจะ มั่วเรียกว่าซีนอนเลย แต่ถ้าเป็นยี่ห้อดัง อาจจะอายหน่อย เรียกเลี่ยงๆ ว่า XENON LOOKS หรือสารพัดประโยคที่จะหลอกให้เข้าใจผิดว่าเป็นซีนอน หลายคนจึงเข้าใจผิดว่า หลอดฮาโลเจนของแต่งที่สีขาวหรืออมฟ้า หรือสีแปลกๆ ราคาคู่ละหลายร้อยบาทหรือเป็นพันบาท คือ หลอดซีนอน ทั้งที่ไม่ใช่เลย

จับผิดอย่างไรว่า เป็นซีนอนแท้หรือไม่

เมื่อไรที่เห็นหลอดไฟหรือชุดไฟที่อ้างว่าเป็นซีนอนหร ือเปล่า ดูโดยใช้หลักการง่ายๆ คือ

1. ตัวหลอดเป็นทรงที่คุ้นเคยหรือเปล่า มีไส้ให้เห็นชัดเจนหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เป็นหลอดฮาโลเจน ถ้าเป็นซีนอนจะซับซ้อนกว่าและมีช่วงหนึ่งเป็นตัวหลอด บรรจุก๊าซโล่งๆ

2. ซีนอนต้องมีกล่องบัลลาร์ดแปลงไฟ ขนาดประมาณเท่าฝ่ามือหนาครึ่ง-1 นิ้ว ถ้าต่อหลอดเข้ากับไฟ 12 โวลต์โดยตรง แสดงว่าเป็นฮาโลเจนโดยรวมแล้วสังเกตุที่ระบบได้ว่ามี กล่องบัลลาร์ดหรือเปล่า ถ้าถ้าหลอดต่อไฟตรงล่ะก็ไม่ใช่ซีนอนแน่ๆ

3. แสงไฟที่ให้ระหว่างหลอดซีนอนกับหลอดฮาโลเจนสีขาว ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความสว่างและขาวจ้าบริสุทธิ์ของหลอดซีนอนจะไม่เห มือนสีขาวที่ได้จากหลอดฮาโลเจน แสงสีขาวจากหลอดฮาโลเจนที่ได้นั้นได้มาจากตัวหลอดที่ หุ้มหรือเคลือบด้วยสีฟ้า (หลักการเดียวกับการผสมสี) แสงที่ได้นั้นจึงมีแสงสีขาวปนฟ้านิดๆ จะไม่ขาวทั้งหมด ระหว่างรถวิ่งบนถนนเราจึงสังเกตุความแตกต่างได้ว่าคั นไหนหลอดซีนอนแท้หรือเป็นหลอดฮาโลเจน

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

เรื่องควรรู้ก่อนการต่อประกันรถ

เครดิต http://usedcar.exteen.com/20090630/entry-1

ส่วนลดประวัติดีกับการต่อประกัน

ผ่านหัวข้อบทความนี้ทีไรนึกจะเขียนเรื่องนี้ทุกที แต่จนแล้วจนรอดก็ลืมทุกทีเหมือนกัน พอดีมีกระทู้ถามในชมรมคนรักรถเกี่ยวกับเรื่องประกันอะไรพวกนี้ก็เลยนึกขึ้นได้ คราวนี้กันลืมเลยต้องรีบเขียน คงจะเคยเห็นหรือเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่าการทำประกันนั้นถ้าไม่มีการเคลมเกิดขึ้น จะมีการจูงใจเพื่อให้ต่ออายุประกันในปีต่อไปด้วยการลดราคาหรือมีส่วนลดให้ เช่น

20% สำหรับปีที่สองหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในปีแรก

30% สำหรับปีที่สามหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสองปีที่ผ่านมา

40% สำหรับปีที่สี่หรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสามปีที่ผ่านมา

50% สำหรับปีที่ห้าหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสี่ปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้นเป็นต้นไป







แล้วที่บอกว่าลดราคาหรือเบี้ยให้นั้นเป็นความจริงหรือ?

ถ้ามองผิวเผินหรือไม่คิดอะไรจะเห็นว่ามีการลดเบี้ยประกันให้จริงๆ แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดหรือสังเกตดีๆแล้วจะพบว่า มีการแอบแฝงข้อความหนึ่งไว้ว่า..

..ส่วนลดเบี้ยประกันนั้นเป็นส่วนลดที่คิดจากเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ..”

อธิบายขยายความได้ว่า การลดเบี้ยประกันไม่ว่า 20-30-40-50%นั้น ไม่ใช่การลดจากเบี้ยประกันเดิมหรือไม่ใช่การลดจากกรมธรรม์ในปีที่ทำอยู่แล้วเอามาคิดเพื่อเป็นส่วนลดในปีถัดไป เช่น

ในปีแรกจ่ายเบี้ยไป 30000บาทและไม่เคยเรียกค่าทดแทนเลย ปีถัดมาถ้าลด 20%ก็จะเหลือ 24000บาท แต่ทำไมเรียกเก็บจริงไม่เป็นไปตามนั้นเช่นเรียกเก็บ 26000บาทเป็นต้น ซึ่งก็คือ 13.33% ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีบางท่านบอกว่ามันมีแว็ต 7%รวมอยู่ด้วย เอ้ามาลงลึกไปอีกหาเบี้ยที่แท้จริง

จาก 30000 หักแว็ต 7% หรือ 1962.62บาท ก็จะเหลือเบี้ยจริง 28037.38 บาท(รวมอากรราว 50บาท)

ถ้าคิดส่วนลด 20% จาก 28037.38 บาทหรือ 5607.48 บาท ก็จะเหลือ 22429.90 บาท

ดังนั้นเบี้ยปีต่อไปเมื่อรวมแว็ตอีก 7%หรือ 1570บาทก็ควรจะแค่ 24000 บาท

(รวมค่าอากรแล้วก็อีกไม่กี่บาทยังไงก็ไม่เกินร้อยหรอก)

แล้วทำไมจึงเรียกเก็บเกินจากนี้หละ เป็นไปได้ยังไง

มีอะไรแอบแฝงอยู่?

ก็อย่างที่เรียนข้างต้นว่าการคิดเบี้ยนั้นเขาคิดจากเบี้ยในปีนั้นๆที่จะทำประกัน ไม่ได้คิดจากเบี้ยในปีที่ผ่านมา แต่เบี้ยในปีนั้นๆหรือเบี้ยในปีที่จะต่อประกัน จะมีใครทราบบ้างว่ามันเท่าไหร่หรือเพิ่มลดยังไงเพราะไม่เคยมีใครหรือบริษัทประกันที่ไหนบอก จะบอกเฉพาะในปีแรกที่จะทำเท่านั้นซึ่งส่วนใหญ่ในปีแรกจะไม่แพงเท่าไหร่ดูสมน้ำสมเนื้อดี แต่พอเข้าปีที่สองหรือปีถัดไปกลับมาการปรับเพิ่มเบี้ย(ยังไม่เคยเห็นว่ามีการปรับลด)แต่ไม่เคยแจ้งให้ผู้ทำประกันได้ทราบ ถ้าผู้ทำประกันหรือต่อประกันไม่คิดอะไรเพราะเห็นเพียงแค่ว่ามันถูกลงแล้วก็จะจ่ายตามที่ถูกเรียกเก็บ แต่พอมีคนโวยวายออกมาว่าทำไมไม่ลดตามที่ระบุก็จะได้รับคำตอบว่าเป็นนโยบายของบริษัทที่มีการปรับอัตราเบี้ยประกันใหม่ตามประกาศเลขที่....(อยู่ไหนหรือประกาศตั้งกะเมื่อไหร่ไม่ให้ดูหรอก)หรือมันไม่ได้คิดเฉพาะเบี้ยประกันมันยังมีค่าอากรค่าแว็ตเข้ามาคิดด้วย(ก็แล้วแต่จะกล่าวอ้างไปต่างๆนาๆ) เช่นในกรณีที่ยกมาว่าจาก 30000 บาทหลังลดแล้วต้องจ่าย 26000 บาท ก็แสดงว่ามีการปรับเบี้ยก่อนได้รับส่วนลดจาก 30000 บาท เป็น 32500บาทเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะนำมาคิดส่วนลด แต่ที่น่าเจ็บกระดองใจคือจากการสอบถามของผู้ที่ใช้รถรุ่นเดียวกันที่ออกใหม่ป้ายแดงนำไปทำประกันก็ยังเสียเบี้ยปีแรก 30000 บาทอยู่ แสดงว่ามีการปรับเพิ่มเฉพาะผู้ที่ต่อประกันอย่างนั้นหรืออย่างงี้หมายความว่ายังไง

เคยทราบมั๊ยว่าไม่ได้ลดเบี้ยอย่างเดียว!

ถึงแม้บริษัทประกันจะอ้างว่าลดเบี้ยให้กับรถประวัติดีเพื่อแสดงความชื่นชมและจริงใจและจูงใจหรือตอบแทนลูกค้าหรือด้วยคำอะไรก็แล้วแต่ที่สุดแสนจะเริดหรู มันจริงอย่างที่เขาว่าจริงๆหรือเปล่า?

ลองดูรายละเอียดซักนิดตรงช่อง(เอาช่องเดียวก็พอ)ที่กล่าวถึงการชดเชยในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์หรือรถสูญหายหรือรถไฟไหม้อะไรพวกนี้ซึ่งอาจจะแตกต่างกันในคำพูดแต่ละบริษัทประกัน เอาง่ายๆว่ารถหายจ่ายเท่าไหร่นั่นแหละ

ในปีแรกจ่าย 30000 ได้รับความคุ้มครอง 850000 บาท

ในปีต่อมา(อ้างว่าลด 20%)จ่ายไป 26000 บาท ได้รับการคุ้มครอง 650000 บาท

ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันลดลงถึง 23.5 % แถมลดจริงๆก็แค่ 13.33% ไม่ใช่ 20%

นี่ยกมาเฉพาะรายละเอียดแค่ช่องเดียวเท่านั้นนะครับยังมีอื่นๆอีกเยอะ

การต่อประกัน!

ลองสละเวลาซักนิดนะครับเช็คดูซักหน่อยว่าเป็นอย่างที่ผมพูดไปหรือเปล่าเพราะที่พูดถึงนี่เป็นเพียงบางบริษัทเท่านั้นเพราะบางที่ก็ยังซื่อตรงอยู่ก็ยังมี แต่ถ้าท่านเจอเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำยังไง


  1. ก่อนหมดอายุประกันราว 2เดือน(อย่างน้อยที่สุดก็ 1เดือน)หรือถ้ามีหนังสือแจ้งยอดที่ต้องไปชำระค่าเบี้ยประกันในปีถัดไป ให้ลองโทรฯไปสอบถามบริษัทประกันว่าเบี้ยประกันเท่าไหร่และยอดความคุ้มครองเป็นอย่างไร เอาหลักๆเลยเช่นรถหายจ่ายเท่าไหร่หรือผู้ขับขี่เสียชิวิตจ่ายเท่าไหร่
  2. นำข้อมูลที่ได้มาคำนวนตามตัวอย่างที่ยกมาข้างบนว่าส่วนลดตรงตามเปอร์เซ็นต์ที่แจ้งหรือเปล่ามีส่วนต่างอยู่เท่าไหร่ ถ้าใกล้เคียงกันหรือห่างกันไม่เกิน 2-300บาทก็ถือว่าพอยอมรับได้แต่ถ้ามากกว่านั้น
  3. โทรฯสอบถามบริษัทประกันอื่นว่ารถเรายี่ห้อนี้/ปีนี้ ถ้าต้องการการคุ้มครองแบบเดียวกัน(กับที่บริษัทเดิมเสนอความคุ้มครองให้)ต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่
  4. ถ้าพบว่าความคุ้มครองเท่ากันแต่ราคาถูกกว่าหรือให้ความคุ้มครองมากกว่าในราคาเท่ากัน แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันครับ แสดงว่าบริษัทที่ทำอยู่เริ่มมีอะไรที่หมกเม็ดแล้วและในปีต่อๆไปเราก็จะเจอเช่นเดิมอีก
  5. ถ้าเกิดมีการเคลมเกิดขึ้นอาจจะต้องจ่ายเบี้ยเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเช่น ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายเกิน 200%ของเบี้ยในปีนั้น ในปีต่อไปต้องจ่ายเบี้ยเพิ่มขึ้น 20%(จากเบี้ยที่กำหนดโดยไม่ทราบที่มา)เป็นต้น อันนี้แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันทันทีไม่ต้องลังเล ปล่อยให้บริษัทประกันเดิมภาคภูมิใจกับตัวเลขที่หวังว่าจะเก็บเพิ่มจากเราไปเรื่อยๆแต่ไม่ต้องต่อเปลี่ยนทันทีเพราะราคาเบี้ยประกันจะถูกลงทันที หาที่ถูกกว่าที่จะต่อกับบริษัทเดิมได้ไม่ยากหรอกครับ

*****คงฝากไว้เป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆนะครับบางท่านอาจจะเคยสังเกตหรือเคยทราบมาแล้วแต่บางท่านอาจจะยังไม่เคยทราบหรือเคยสังเกตเรื่องเหล่านี้เลย เพราะมันเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันซึ่งหน้าทีเดียว ลองดูนะครับไม่เสียหลายหรอกสละเวลาซักนิดยกหูโทรศัพท์เสียไม่กี่บาทแต่ท่านอาจจะประหยัดเงินได้หลายร้อยหรือหลายพันบามเลยทีเดียว(ผมเคยได้สูงสุดกว่า 2000บาทครับ)*****






*****เราเป็นผู้จ่ายเงินจงเลือกในสิ่งที่เห็นว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด เราเป็นลูกค้ามีสิทธิ์เลือก อย่าตกเป็นเหยื่อของความไม่ชอบธรรม บริษัทประกันต้องเป็นฝ่ายง้อเราถึงจะถูก ไม่ใช่ให้เราเป็นฝ่ายไปง้อ*****

*****ยังมีบริษัทประกันอีกมากมายให้เราเลือกใช้บริการ ใช่ว่าบริษัทใหญ่จะดีเสมอไป(อย่าให้เอ่ยชื่อเลย)บางที่ก็ใหญ่แต่ชื่อแต่บริการไม่เป็นสัปะรดแมวแถมเล่นแง่สุดๆก็มีถมไป ปล่อยให้เขาตายไปพร้อมกับชื่อเสียงและความภาคภูมิใจนั้นเหอะครับ*****

*****เลือกที่ซื่อสัตย์จริงใจกับเรามากที่สุด ใหญ่เล็กไม่สำคัญ ขอให้บริการดีเป็นใช้ได้ ไม่ใช่ว่าเวลาเก็บตังค์นะพูดดี แต่เวลาจะเรียกร้องค่าเสียหายยังจะเราเป็นชู้จะลูกเมียท่านยังไงยังงั้นแหละ อันนี้พูดดีก็น่าต่อประกันด้วยแม้จะแพงบ้างนิดหน่อยก็ถือว่าซื้อบริการ แต่ถ้ามีการเรียกร้องค่าเสียหายแล้วเจอประเภทนี้เปลี่ยนเหอะครับไม่นานเดี๋ยวก็เจ๊งไปเอง*****

*****การเปลี่ยนบริษัทประกันเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถติดต่อกันนานๆหรืออาจจะไม่คิดจะขายเท่านั้น ส่วนผู้ที่วางแผนขายล่วงหน้าไว้แล้วการเปลี่ยนบริษัทประกันอาจจะถูกมองว่าเป็นการหมกเม็ดหรือลบประวัติไม่ดีทิ้งก็อาจจะเป็นได้ แต่ถ้าการวางแผนขายนั้นอยู่ในรูปของการตีเทิร์นหรือขายเข้าเต็นท์ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มันก็เป็นดาบสองคมเสมอ แต่สิ่งที่ได้รับจากการเปลี่ยนบริษัทประกันคือเราจะรู้ว่าบริษัทถูกกว่า-บริการดีกว่า-ไม่เล่นแง่ตอนเคลม และเมื่อนั้นเราก็สามารถผูกขาดการทำประกันกับบริษัทที่เราเห็นว่าดีที่สุดได้เลย เป็นสิ่งที่น่าค้นหาคำตอบนะครับ*****

..........ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงความรู้สึกและบทเรียนจากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น...ไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูหรือว่ากล่าวให้ร้ายกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือบริษัทหนึ่งบริษัทใด......แค่อยากสื่ออกไปในสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้น....โปรดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ........ถ้าส่งหนึ่งสิ่งใดหรือคำพูดใดๆสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับใครหรือท่านใดก็ขอกราบอภัยล่วงหน้านะครับ........

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ทริ๊คเล็ก ๆ ในการขจัดยางไม้

เรื่อง ความสะอาดสำหรับตัวรถ แต่ละคนคงให้ความสำคัญแตกต่างกันไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโอกาส, พื้นที่และความใส่ใจของเจ้าของแต่ละคน ยิ่งช่วงที่ฝนตกบ่อยๆ ด้วยแล้ว สังเกตุได้เลยว่าแต่ละคันนี่ต้องมีคราบติดตัวกันทั้งนั้น เพราะถึงจะขัดสีจนเอี่ยมซักเพียงไหน พอเจอฝนหรือน้ำขังมันก็เลอะเหมือนเดิม แต่คราบสกปรกแบบนี้ยังธรรมดา เมื่อเทียบกับคราบยางมะตอยหรือยางไม้ ที่หากเอาออกไม่ถูกวิธี (ขูดอย่างเดียว) นี่มีตัวถังเป็นรอยกันมั่งล่ะครับ
การล้างรถด้วยแชมพูล้างรถธรรมดา ไม่สามารถกำจัดคราบแมลง, ยางไม้หรือยาง
มะตอยได้ครับ แต่เชื่อเถอะว่าง่ายกว่าที่คุณคิด เพียงแต่ต้องมีตัวช่วยอย่างแอล-
กอฮอล์สำหรับจุดไฟ (Denatured Alcohol หรือเอธิลแอลกอฮอล์ 95 %) หรือ
Bug & Tar Remover ที่เป็นน้ำยาทำความสะอาดเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็มี
อยู่หลายแบรนด์พอสมควร สามารถหาซื้อได้ตามแผนกประดับยนต์ในห้างสรรพ
สินค้าหรือตามคาร์แคร์ที่เป็นเฟรนไชส์ก็ได้นะครับ และที่สำคัญมีของ TOYOTA
ด้วยล่ะครับ ว่าแต่บ้านเราจะมีจำหน่ายหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบจริงๆ ?
อันดับ แรกคือล้างรถให้เอี่ยมอ่องซะก่อน เพื่อจะปลดเปลื้องเอาคราบสกปรกที่อยู่ใกล้ๆ กับคราบแมลง, ยางไม้หรือยางมะตอยออกให้หมด เพราะไม่งั้นเวลาที่เราลงมือกับคราบดังกล่าว สีก็จะเป็นรอยจากการเสียดสีของดินหรือฝุ่นที่ติดค้างอยู่นั่นเอง และการล้างรถก่อนยังช่วยให้เราเห็นคราบสกปรกชัดเจนกว่าด้วยล่ะครับ
ใช้ ผ้านุ่มๆ ชุบแอลกอฮอล์จนชุ่ม แล้วกดทับบริเวณที่เลอะคราบแมลง, ยางไม้หรือยางมะตอยเอาไว้ 10-30 วินาที เพื่อคราบดังกล่าวนิ่มลง และถ้าบริเวณที่เลอะมีขนาดค่อนข้างกว้าง ก็ให้ชุบแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น

ในกรณีที่เป็นซากแมลง ให้ใช้ผ้าชุบแอลกอฮอล์ชุ่มๆ คลุมบริเวณที่เลอะ แล้วค่อยๆ เช็ดเป็นรูปวงกลมจากนอกเข้าสู่ใน
ใน กรณีที่เป็นยางไม้หรือยางมะตอยที่ค่อนข้างเหนียว ก็ให้ลองใช้วิธีเดียวกันคือจุ่มแอลกอฮอล์ให้ชุ่ม แล้วขัดจากนอกสู่ใน แต่ห้ามถูเป็นวงกลมเด็ดขาด เพราะมันหมายถึงการขัดถูสิ่งสกปรกกับพื้นผิวของสีนั่นเองครับ

ข้อควรระวังคืออย่าให้แอลกอฮอล์สัมผัสกับบริเวณที่สีจริงหลุดหรือขูดจนถึงสี รองพื้น หรือกับผิวโลหะ (ที่ไม่มีสีปกคลุม) เป็นอันขาด
อันดับ แรกที่ต้องทำเหมือนกันก็คือ ล้างรถให้เอี่ยมที่สุด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถชี้เป้าบริเวณที่สกปรกได้ง่ายขึ้น เมื่อมาเจอแล้วก็ให้พ่นน้ำยาดังกล่าวไปที่คราบสกปรกจนชุ่ม จากนั้นก็รอประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ตัวน้ำยาได้เข้าทำการสลายคราบดังกล่าว เมื่อได้เวลาก็เช็ดด้วยผ้านุ่มๆ อย่างเบามือ ซึ่งหากน้ำยาไม่สามารถสลายคราบสกปรกได้ในครั้งเดียว ก็อาจจะต้องฉีดน้ำยาใหม่อีกรอบ แต่ห้ามถูด้วยผ้าอย่างรุนแรงเด็ดขาด ค่อยๆ ฉีด, รอและเช็ดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถขจัดคราบได้อย่างสะอาดเอี่ยมอ่องนั่นแหละครับ
หลัง จากที่เอาคราบสกปรกต่างๆ ออกจนหมดเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวต้องอาบน้ำต่ออีกรอบ ทั้งนี้ก็เพื่อจะล้างเอาคราบแอลกอฮอล์หรือน้ำยาทำความสะอาดออกให้หมดก่อน จะได้ไม่ติดค้างอยู่บนสีรถนั่นเอง อ้อ “นาย T” ลืมบอกไปครับว่า ทั้งแอลกอฮอล์และน้ำยาทำความสะอาดจะสลายเอาแว๊กซ์หรือน้ำยาเคลือบสีของรถออก ไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าต้องการการปกป้องสีรถสูงสุด หลังจากล้างรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ควรที่จะลงแว๊กซ์หรือน้ำยาเคลือบสีอีกรอบด้วยนะครับ
ถ้า เป็นบ้านที่มีบริเวณก็คงจะง่ายกับการลงมือพอสมควร แต่ถ้าไม่มีก็อาจจะต้องพึ่งคาร์แคร์แล้วล่ะครับ เพราะส่วนใหญ่เค้าจะมีโปรแกรมขจัดคราบเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้าถาม “นาย T” ว่าคราบเหล่านี้มีผลต่อสีรถในระยะยาวอย่างไร ก็คงต้องบอกตามตรงว่าไม่ทราบจริงๆ ครับ รู้แต่ว่าถ้ารถเอี่ยมแล้วมีคราบเหล่านี้ มันก็คงจะไม่เจริญหูเจริญตาซักเท่าไหร่ ว่ามั๊ยครับ ?